ไปเที่ยว ภูทับเบิก
ค่ำคว้าดาว เช้าคว้าหมอก ที่ภูทับเบิก
จังหวัดเพชรบูรณ์
เพชรบูรณ์ กับคำขวัญงามๆ “เมืองมะขามหวาน อุทยานน้ำหนาว ศรีเทพเมืองเก่า เขาค้ออนุสรณ์ นครพ่อขุนผาเมือง” เป็นอีกหนึ่งจังหวัดที่อยู่ไม่ไกลจากกรุงเทพฯ ขับรถประมาณ 4 ชั่วโมง ก็จะพบกับอากาศของภาคเหนือที่มีความเย็นตลอดปี โดยเฉพาะช่วงเทศกาล เราจึงหลบหลีกไม่ขึ้นดอยสูงมาก แต่ขอเลือกที่จะไป ภูทับเบิก แห่งจังหวัดเพชรบูรณ์แทน
เราใช้เส้นทางจาก กรุงเทพฯด้วยทางหลวงหมายเลข 1 ถึงจังหวัดสระบุรีเลยไปจนถึงสวนพฤกษศาสตร์พุแค ตรงกิโลเมตรที่ 125 แยกขวามือเข้าทางหลวงหมายเลข 21 ผ่านอำเภอชัยบาดาล และ อำเภอศรีเทพ ตรงไปตลอดมุ่งหน้าสู่จังหวัดเพชรบูรณ์
ภูทับเบิก
ก่อนเดินทางมา ภูทับเบิก ขอให้นักเดินทาง ตรวจสอบสภาพรถ ไม่ว่าจะเป็นน้ำกลั่น น้ำมันเครื่อง น้ำมันเบรก และผ้าเบรก ให้เรียบร้อย เนื่องจากเป็นเส้นทางที่ชัน มากถนนบางช่วงไม่ดี และบางช่วงเป็นดินลูกลัง(กำลังซ่อมแซม) ช่วงทางโค้งหลายๆโค้งจะเป็นโค้งหักศอก
เราถึงภูทับเบิก ประมาณ17.20 น. พอลงจากรถ ก็สัมผัสกับความเย็น มีควันออกปาก หายเหนื่อย สวยมาก สวยดังคำล่ำลือ ไม่ใช่เป็นแค่ไร่กระหล่ำปลี แต่นี้คือสวรรค์ของนักเดินทางจริงๆ พอหายจากตะลึง ก็รีบหาที่กางเต็นท์
ยู้ ฮู …ไปเที่ยวบึงหนองบอนกันเถอะ !

บึงหนองบอน
ตอนที่ผมเดินทางไปถึงศูนย์กีฬาทางน้ำบึงหนองบอนก็ปาเข้าไปสี่โมงเย็นพอดิบพอดี…
แต่อย่างไรก็ตาม ในยามบ่ายแก่ๆ บรรยากาศแดดร่มลมตกของวันเสาร์ อันเป็นวันหยุดพักผ่อนของผู้คนส่วนใหญ่ จึงทำให้สถานที่แห่งนี้คลาคล่ำไปด้วยหมู่คนจำนวนมากนับร้อยๆ ทั้งเด็กหญิง-ชายตัวกะเปี๊ยก วัยรุ่นหนุ่มสาว จนถึงผู้ใหญ่ที่ต่างจูงมือพามากันทั้งครอบครัว

พวกเขาเลือกที่จะหลบหนีความวุ่นวายในสังคมเมือง เดินทางมาเที่ยวหย่อนใจสบายอารมณ์ ใช้เวลาว่างไปกับการเดินเล่นออกกำลังกาย นั่งล้อมวงปิกนิกกันบนสนามหญ้าเขียวขจี พายเรือประเภทต่างๆ เล่นในบึงขนาดใหญ่กว้างไกลสุดลูกหูลูกตา (ซึ่งหาเล่นได้ยากยิ่งในกรุงเทพฯ) ท่ามกลางอากาศบริสุทธิ์สดใสของแถบชานเมือง
ที่นี่คือ “ศูนย์กีฬาทางน้ำบึงหนองบอน” ตั้งอยู่ที่ถนนเฉลิมพระเกียรติ ซอย 43 เขตประเวศ ใกล้ๆ กับสวนหลวง ร.9 อันถือได้ว่าเป็นศูนย์กีฬาทางน้ำที่ครบวงจรที่สุดแห่งแรกของกรุงเทพมหานคร
ผมพาตัวเองเดินชมวิวอย่างสบายๆ ไม่เร่งรีบ ไปตามถนนคอนกรีตสายเล็กๆ ที่สองข้างทางเรียงรายไปด้วยต้นไม้น้อยใหญ่ร่มครึ้ม สายตาก็กวาดมองไปรอบๆ ปะผู้คนมากมายนั่งอยู่บนพื้นหญ้าในอิริยาบถแตกต่างกันไป ขณะเดียวกันเมื่อมองออกไปบริเวณบึงก็จะพบเรือพาย เรือกรรเชียง วินด์เซิร์ฟหลายสิบลำกำลังแล่นกินลม
ในขณะที่กำลังรอคิวลงทะเบียนสมัครเป็นสมาชิกของทางศูนย์กีฬาฯ ตรงบริเวณหน้าเคาน์เตอร์ศูนย์บริการ ก็ปรากฏชายวัยกลางคนอายุราวๆ 50 ปี รูปร่างบึกบึนคล้ายกับนักกีฬา ออกมาต้อนรับด้วยสีหน้ายิ้มแย้มแจ่มใส พร้อมทั้งให้คำแนะนำและเล่ารายละเอียดต่างๆ เกี่ยวกับสถานที่นี้ให้ฟัง เขาคือ พยุง สัมมารัตน์ หัวหน้าศูนย์กีฬาบึงหนองบอนแห่งนี้นี่เอง 
“ตั้งแต่เปิดให้ประชาชนทั่วไปเข้ามาใช้บริการอย่างเป็นทางการเมื่อ 23 มิ.ย. ที่ผ่านมา จนถึงวันนี้ก็ร่วม 3 เดือนแล้ว มีคนให้ความสนใจเดินทางมาที่นี่กันเยอะมากครับ”
เขาเล่าว่า อาณาบริเวณทั้งหมดของบึงหนองบอนกินพื้นที่ถึง 644 ไร่ มีลักษณะเป็นบึงรับน้ำขนาดใหญ่จำนวน 3 บึงต่อเนื่องกัน และมีความลึกถึง 10 เมตร
แรกเริ่มเดิมทีนั้นบึงหนองบอนสร้างขึ้นโดยมีเป้าหมายให้เป็นพื้นที่ชะลอน้ำ (แก้มลิง) เพื่อแก้ไขปัญหาน้ำท่วมในพื้นที่ด้านตะวันออกของกรุงเทพฯ เนื่องจากกรุงเทพฯ ประสบปัญหาน้ำท่วมอย่างหนักมาตั้งแต่ปี 2526 แล้ว ทำให้การระบายน้ำทางด้านตะวันออกลงสู่แม่น้ำเจ้าพระยาและอ่าวไทยทำได้ยาก เพราะด้านตะวันออกเป็นที่ลุ่มต้องหาพื้นที่กักเก็บน้ำฝน จึงได้เกิดบึงนี้ขึ้น
20 ปีผ่านไป ด้วยเหตุที่ กทม.ยังไม่มีศูนย์กีฬาทางน้ำ ทำให้นักกีฬาของ กทม.ไม่มีสถานที่ฝึกซ้อมกีฬาทางน้ำ ทางสำนักวัฒนธรรม กีฬาและการท่องเที่ยว จึงจัดสร้างศูนย์กีฬาทางน้ำบึงหนองบอนขึ้น โดยเปิดให้บริการตั้งแต่วันที่ 18 ต.ค. 2548 เป็นต้นมา และได้กลายเป็นศูนย์กีฬาทางน้ำแห่งแรกและแห่งเดียวในพื้นที่กรุงเทพฯ ซึ่งบึงนี้เคยใช้แข่งขันกีฬาทางน้ำในระดับนานาชาติมา ในการแข่งขันกีฬาเอเชียนเกมส์ครั้งที่ 13 เมื่อปี 2541
กทม. ได้มีการปรับปรุงและเพิ่มเติมอุปกรณ์ต่างๆ เพื่อให้รองรับกับกีฬาทางน้ำได้หลายชนิด จนกระทั่งเสร็จสมบูรณ์และมีพิธีเปิดอย่างเป็นทางการไปเมื่อวันที่ 23 มิ.ย. 2551
ปัจจุบันศูนย์กีฬาบึงหนองบอนประกอบไปด้วยอาคารโรงเก็บเรือพร้อมศูนย์บริการ อาคารพิพิธภัณฑ์อุปกรณ์กีฬาทางน้ำ สนามกีฬาทางบก ศาลาที่พักสำหรับประชาชน โดยเปิดให้บริการแก่ประชาชนทั่วไปใน 5 ชนิดกีฬาทางน้ำ ประกอบด้วย เรือใบ วินด์เซิร์ฟ เรือ 5 ฝีพาย เรือคายัก และเรือกรรเชียง
นอกจากนี้ ยังมีพื้นที่สำหรับเล่นกีฬาบนบกไว้ให้บริการด้วย ได้แก่ บาสเกตบอล ฟุตบอล เซปักตะกร้อ รวมทั้งมีลานอเนกประสงค์เพื่อให้ประชาชนมาใช้เป็นลานแอโรบิก
“ที่นี่เปรียบเสมือนเป็นที่พักผ่อนหย่อนใจ เป็นเหมือนจุดนัดพบสำหรับคนรักกีฬาทางน้ำ ผมคิดว่าประชาชนในกรุงเทพฯ น้อยคนนักที่จะเคยสัมผัสกีฬาทางน้ำอย่างเรือพาย เรือกรรเชียง หรือวินด์เซิร์ฟ เพราะหาเล่นได้ยากมาก ไม่มีสถานที่ให้เล่น ต้องออกไปเที่ยวตามต่างจังหวัดที่มีทะเล มีแม่น้ำเท่านั้น อีกทั้งค่าบริการค่อนข้างสูง
แต่ที่นี่หากจะใช้บริการง่ายนิดเดียว แค่มาสมัครเป็นสมาชิกของศูนย์ ราคาค่าสมัครคือ อายุระหว่าง 5-18 ปี เสียค่าสมาชิก 10 บาทต่อปี อายุ 19 ปีขึ้นไป ค่าสมาชิก 40 บาทต่อปี วิธีการสมัครก็เพียงแค่เตรียมรูปถ่ายหน้าตรงขนาด 1 นิ้ว หรือ 2 นิ้ว 1 ใบ สำเนาทะเบียนบ้าน 1 ฉบับ สำเนาบัตรประจำตัวประชาชน 1 ฉบับ พร้อมใบรับรองแพทย์ ก็สามารถเข้าเล่นกีฬาที่นี่ได้แล้ว”
หัวหน้าศูนย์กีฬาบึงหนองบอนคนนี้ยังบอกอีกว่า สำหรับคนที่จะมาเล่นที่นี่จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องว่ายน้ำเป็น ซึ่งในส่วนการเล่นกีฬาทางน้ำทั้ง 5 ประเภทนั้น ใครที่ไม่เคยเล่นมาก่อน จะเปิดคอร์สสอนให้ฟรี
“ใครที่สนใจกีฬาทางน้ำ แต่ยังเล่นไม่เป็น ทางศูนย์ก็มีบริการสอนให้กับเยาวชนและประชาชนทั่วไปด้วย คือ เรือใบ เรือคายัก เรือกรรเชียง และเรือพาย โดยเปิดสอนตั้งแต่วันจันทร์-อาทิตย์ แบ่งเป็น 2 รอบ รอบเช้าเวลา 10.00-12.00 น. และรอบบ่ายเวลา 12.00-14.00 น. โดยมีวิทยากรจากสมาคมแข่งเรือใบแห่งประเทศไทย สมาคมเรือพายแห่งประเทศไทย และสมาคมวินด์เซิร์ฟแห่งประเทศไทย มาทำการฝึกสอนให้”
ทุกๆ วันจะมีผู้คนหมุนเวียนผลัดปลี่ยนกันมาใช้บริการเฉลี่ยวันร้อยกว่าคน และยิ่งเป็นวันหยุดเสาร์อาทิตย์ หรือวันหยุดนักขัตฤกษ์อื่นๆ ก็จะทะลุขึ้นหลักไปถึง 200-300 คน เลยทีเดียว
หลังจากได้ทำความรู้จักกับศูนย์กีฬาทางน้ำบึงหนองบอนจากคำบอกเล่าของหัวหน้าศูนย์จนพอหอมปากหอมคอแล้ว ผมก็ทำการสมัครสมาชิกจนเสร็จสิ้น ก่อนจะเดินออกไปนอกอาคาร เพื่อจะลงไปเดินชมวิวรอบๆ ก็ได้พบว่ายิ่งแดดอ่อนแสงลงเท่าไหร่ ผู้คนก็ยิ่งทวีเพิ่มขึ้นมากเท่านั้น อาจเป็นเพราะว่าอากาศร้อนอบอ้าวคงไม่เอื้อต่อการเล่นกีฬาทางน้ำ
เช่นเดียวกับฝน ซึ่งหัวหน้าพยุงได้พูดถึงการดูแลความปลอดภัยไว้ว่าต้องรัดกุมเป็นพิเศษ มีทั้งเสื้อชูชีพ ทั้งสแตนบายเรือเร็วแล่นไปรอบๆ บึงเพื่อดูเหตุการณ์ความเป็นไปทั้งหมด มีเซฟการ์ดนับยี่สิบชีวิตเตรียมพร้อมเสมอ และถ้าเกิดเหตุฝนตกอย่างหนักจนสุ่มเสี่ยงต่อการเกิดอันตราย ก็จะมีการเปิดเสียงไซเรนดังสนั่นทั่วทั้งบึง เรียกให้คนกลับเข้าฝั่งอย่างปลอดภัย
เสียงหัวเราะเฮฮาดังมาจากครอบครัวสามคนพ่อแม่ลูก ซึ่งกำลังนั่งชิลชิลกินข้าวเหนียวส้มตำ-ไก่ย่างบนเสื่อผ้าใบ พิชิต คงวิไล อายุ 46 ปี หัวหน้าครอบครัว ระบายความรู้สึกเป็นสุขที่เกิดจากการมาเที่ยวที่นี่ให้ฟัง
“พี่พาครอบครัวมาที่นี่หลายครั้งแล้ว” เขาบอกว่าบ้านพักอยู่แถวๆ ลาดพร้าว 101 แต่ดั้นด้นพาลูกเมียหลบร้อนมานั่งแฮงเอาต์ผ่อนคลายอารมณ์ถึงนี่ได้เพราะทราบข่าวจากเว็บไซต์
“โดยส่วนตัว เวลาว่างพี่ชอบพาลูกไปว่ายน้ำอยู่แล้ว (มองไปยังเด็กหญิงวัย 8 ขวบที่กำลังนั่งยิ้มแฉ่ง) แต่พอรู้ข่าวว่าที่นี่กว้างใหญ่ มีสวน มีต้นไม้ มีบึงให้นั่งเล่น ให้พายเรือ ก็เลยลองพามาดู จนติดอกติดใจ”
ด้านภรรยาของเขายกมือเห็นด้วยอย่างยิ่ง หากจะให้ทาง กทม.จัดสร้างสถานที่อย่างนี้เพิ่มขึ้นอีก เพราะบึงขนาดใหญ่ สวนสาธารณะที่มีต้นไม้เยอะๆ แถมยังมีบริการกีฬาทางน้ำให้ประชาชนมาเที่ยวเล่น หาได้ยากยิ่ง เท่าที่รู้มีที่นี่แห่งเดียวเท่านั้น
“ที่อื่นๆ อาจจะมีบึง มีสวนก็จริง แต่การพายเรือกินลมเล่น มันมีน้อย พี่คิดว่าการแล่นเรือใบ เรือกรรเชียง อะไรที่เป็นกีฬาทางน้ำต่างๆ เหล่านี้ คนกรุงเทพฯ ควรได้มีโอกาสมาเที่ยวกันเยอะๆ ทุกวันนี้เห็นมีแต่คนที่บ้านอยู่ริมแม่น้ำ หรือริมคลองเท่านั้นที่เคยได้พายเรือ …คุณว่างั้นไหมล่ะ ?” เธอย้อนถาม
ผมคิดในใจว่ามันก็จริง คนที่บ้านอยู่ในเมือง ท่ามกลางความแออัดของตึกรามบ้านช่อง จะไปหาพื้นที่ที่มีต้นไม้ มีบึงใหญ่ มีเรือให้พายอย่างนี้มาจากที่ไหน ลำพังสระน้ำให้กระโดดเล่นเหมือนสมัยเด็กๆ ยังไม่ค่อยจะมีเลย
“อยากให้อยู่ไม่ไกลไปจากในเมืองด้วย ที่นี่ถือว่าไกลพอสมควรนะ” เป็นอีกความคิดเห็นหนึ่งจากคนหนุ่มวัยไม่เต็มสามสิบ แบงค์-จิรายุ ปองเส็ง วัย 28 ปี นิสิตปริญญาโท ที่นิยมใช้เวลาว่างมาหัดเล่นวินด์เซิร์ฟร่วมกับเพื่อนๆ อีกสองสามคน พวกเขาขี่มอเตอร์ไซค์จากบ้านแถวอุดมสุขมาถึงที่นี่ไม่เกิน 15 นาที
“บึงหนองบอนนี่จริงๆ แล้วมันมีมานานแล้วนะ แต่คนเพิ่งมารู้จักจริงๆ จังๆ ก่อนที่จะเปิดเป็นทางการปีสองปีนี่เอง ใครมาเห็นคนนั้นก็ทึ่ง ความยิ่งใหญ่ของมันนี่สุดยอดเลยนะ คุณต้องลองไปยืนมองบนดาดฟ้าตึก (เขาชี้ไปยังจุดชมวิวบนตึกบริการ) คุณจะเห็นพื้นที่ทั้งหมดของที่นี่”
หนุ่มแบงค์ เล่าว่า คนส่วนใหญ่มักจะเดินทางมากันเป็นครอบครัว เรียกได้ว่าตระเตรียมอาหารชุดใหญ่จากบ้านมากันเลย เพราะส่วนใหญ่คนบ้านไกลมากๆ จะหาเวลามาบึงหนองบอนนานๆ ครั้ง ซึ่งแต่ละครั้งก็สนุกสนานกันอย่างเต็มที่
“ผมลองสังเกตนะ ถ้ามากันเป็นครอบครัวใหญ่ คนแก่ๆ เขาจะมีความสุขกับการนั่งริมบึง ชมวิว นั่งเล่นกับหลานๆ ไป ผู้ชายก็อาจจะพาลูกมาพายเรือเล่น หรืออาจจะเอาจักรยานมาปั่นเล่นรอบๆ ส่วนคนหนุ่มสาวจะเดินกะหนุงกะหนิงกัน แล้วก็จะมาหยุดยืนเก้ๆ กังๆ” เขาชี้ไปทางริมตลิ่งทางลงไปยังจุดจอดเรือ พร้อมให้เหตุผลว่าที่เก้ๆ กังๆ ก็เพราะว่าส่วนใหญ่กลัวไม่กล้าลงเล่น และไม่เคยพายเรือมาก่อน
“คนที่มาเที่ยวส่วนมากจะนิยมเรือพายธรรมดากัน ที่พอเก่งๆ หน่อยไปวัดไปวาก็จะหัดเรือคายัก เรือกรรเชียง ที่ยากที่สุดคนเล่นน้อยเห็นจะเป็นวินด์เซิร์ฟ เพราะต้องคนเล่นเป็นจริงๆ” เขายิ้มมุมปาก
นาฬิกาข้อมือบอกเวลาหกโมงเย็นกว่าๆ แดดกำลังจะหมดฟ้า ผู้คนส่วนใหญ่เริ่มทยอยหายไปทีละนิด ทีละหน่อย ร่อยหรอลงไปเรื่อยๆ อีกไม่เกินครึ่งชั่วโมง ที่นี่ก็จะปิดให้บริการ
บรรยากาศในช่วงเวลานี้ ถ้าใครได้มายืนอยู่เหมือนกับผม คงจะรู้สึกสุขใจไม่น้อยที่ได้เพลิดเพลินไปกับความเย็นสบายของลมพัดโบกโบย อากาศสะอาดบริสุทธิ์ที่สูดเข้าไปได้อย่างเต็มปอดจริงๆ
แม้ในวันนี้ผมจะใช้เวลาหมดไปกับที่นี่เพียงสองชั่วโมงกว่าๆ และพายเรือเล่นได้ไม่ถึงครึ่งชั่วโมงเท่านั้น แต่ก็กลับรู้สึกหลงเสน่ห์ศูนย์กีฬาบึงหนองบอนแห่งนี้อย่างรุนแรง
สำหรับคนที่เคยมาเยือน นี่คือสถานที่ท่องเที่ยวพักผ่อนที่ติดอันดับต้นๆ ในหัวใจของหลายคนก็ว่าได้
ก่อนกลับบ้าน ผมสัญญากับตัวเองไว้ว่าคราวหน้าจะมาอีก
คุณล่ะ อยากลองมาเที่ยวดูสักครั้งไหม ?
ล้อมกรอบ
การเดินทางมาที่ศูนย์กีฬาแห่งนี้มีเส้นทางแนะนำโดยทางรถโดยสารประจำทางสาย 206, 11 ลงที่ปากซอยเฉลิมพระเกียรติ ซอย 43 แล้วเดินเข้าประมาณ 1 กิโลเมตร ส่วนอีกทางคือรถสองแถวสายโลตัส บางนา กม.8-สวนหลวง จะเข้ามาถึงหน้าศูนย์กีฬาได้เลย บึงหนองบอนอยู่ใกล้กับสวนหลวง ร.9 สามารถสอบถามกับผู้ที่อยู่ในละแวกนั้นได้ หาไม่ยากอย่างแน่นอน โดยเวลาที่เปิดให้บริการ ตั้งแต่ 08.00-18.30 น. ไม่เว้นวันหยุดราชการ
- บึงหนองบอน






























